เมื่อเดือนที่แล้ว วันที่ 26 พ.ค. 2563 เป็นวันครบรอบ 15 ปีหนังเรื่องมหา’ลัยเหมืองแร่

หนังได้รับรางวัลจากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นรางวัลสุพรรณหงส์ ชมรมวิจารณ์บันเทิง และคมชัดลึกอวอร์ด

ผู้เขียนเองได้ดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ยังจำบรรยากาศของภูเขาและผืนดินสีน้ำตาลเข้ม และความชุ่มฉ่ำจากฝนที่ตกอยู่ตลอดเรื่อง เสมือนได้ไปอยู่ในฉากของหนังเรื่องนี้เอง

วันนี้เป็นโอกาสดีได้ดู มหา’ลัยเหมืองแร่ซ้ำอีกครั้งทาง Netflix จึงอยากจะมารีวิวและวิจารณ์ เพื่อบันทึกถึงหนังไทยที่ชอบที่สุดเรื่องหนึ่งเรื่องนี้

มหาลัย’เหมืองแร่ ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ที่บันทึกประสบการณ์การเดินทางไปหางานทำที่ภาคใต้ของเขาในปี พ.ศ. 2492 หลังจากโดนรีไทร์จากมหาวิทยาลัย  อาจินต์นั่งรถจากภูเก็ต ฝ่าดงโคลนและถนนลูกรังเข้าไปที่เหมืองกระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เพื่อไปพบนายฝรั่งเจ้าของเหมือง ที่ได้รับแต่งตั้งให้มาทำงานจากออฟฟิศใหญ่ที่ปีนัง  ณ ที่แห่งนั้น เขาได้เข้าทำงานเป็นกรรมกรประจำเหมือง เงินเดือนเพียงน้อยนิด แต่ได้บ้านพักฟรี ที่แม้สภาพจะเก่าเหมือนจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ แต่ก็พอใช้เป็นที่ซุกหัวนอน  ช่วงแรกอาจินต์ยังปรับตัวเข้ากับที่ทำงานไม่ได้ เขาต้องทำอาหารเองและดูแลตัวเองทุกอย่าง กลัวทั้งความมืดและผี  แต่ด้วยมิตรภาพของคนในพื้นที่ ทั้งลุงที่หิ้วแกงจืดมาฝากเขาที่เพิงข้างถนนทุกวัน หรือชาวเหมืองที่ตั้งใจกรำงานหนักโดยไม่บ่น เขาก็กลายสภาพเป็นชาวเหมืองที่กลมกลืนไปกับทุกคนได้ในที่สุด

หนังไม่ได้ปูให้เราเห็นพื้นเพของอาจินต์มากนัก รู้เพียงว่าเขามาจากกรุงเทพ และมีคนรักคนหนึ่งรออยู่ที่นั่น หุ่นที่ผอมเก้งก้างและใบหน้าใสซื่อทำให้เรารู้ว่าเขาไม่เคยทำงานกรรมกรมาก่อน แต่ก็พอจะรู้เรื่องเครื่องกลต่างๆอยู่บ้างเพราะเคยเรียนวิศวะ  การมาของอาจินต์ที่นี่เป็นเสมือนการพบกันระหว่างชนชั้นกลางในเมืองหลวง กับวิถีกรรมกรแบบชนบทที่หาเช้ากินค่ำและไม่ได้คิดถึงอนาคตที่ไกลจากปัจจุบันมากนัก  เราจะได้เห็นวิถีชีวิตของอาจินต์ที่เปลี่ยนไปทีละน้อย โดยเมื่อแก่ปีขึ้น เขาก็เริ่มเข้าร่วมสังสรรค์ในสโมสรอันติดดินที่ร้านกาแฟประจำของคนเหมือง และกินเหล้าไม่ต่างจากน้ำ  น่าสนใจว่าเหล้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชาวเหมืองที่เป็นผู้ชายล้วน เพราะแม้แต่นายฝรั่งที่มีศักดิ์สูงกว่าใครทุกคนก็ยังตั้งวงเหล้ากับคนงาน และยังดื่มจัดอีกด้วย

ไม่ใช่คนงานที่เหมืองทุกคนจะตั้งใจทำงาน  แต่ก็มีคนงานบางคนที่ตั้งใจเป็นพิเศษ อย่างเช่นพี่จอห์น ฝรั่งที่พูดติดสำเนียงใต้ไฟแล่บ ที่เป็นหัวหน้าคุมงานที่นายฝรั่งไว้ใจ วันหนึ่งนายฝรั่งให้อาจินต์คอยเฝ้าจับขโมยที่จะมาขโมยแร่ที่เหมือง และเขาก็ได้พบว่าเป็นพี่จอห์นนั่นเอง  ความขัดแย้งอันใหญ่หลวงได้ก่อตัวขึ้นในใจเขา เพราะลูกน้องพี่จอห์นที่ไปขโมยแร่นั้นบอกเขาว่าแร่นี้เป็นของคนไทย จะให้นายฝรั่งเอาไปได้อย่างไร แต่อาจินต์ก็โต้ตอบกลับไปว่าต้นทุน เครื่องจักรทุกอย่างที่ใช้ขุดมันขึ้นมาเป็นของนายฝรั่ง  สุดท้ายเขาห้ามขโมยไม่ได้ แต่ที่ทำได้คือเดินไปลาออกกับนาย เพราะถ้าปกป้องนายฝรั่งก็จะกลายเป็นคนไม่รักชาติ แต่ถ้ารักชาติก็เป็นการทำผิดต่อนาย  อาจินต์ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนที่สอนเขาในหลายๆอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อใจคน

วิถีกรรมกรนั้น วันๆมีแต่งาน เหล้า และพนัน แต่มันก็มีความอบอุ่นใจในมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นอย่างเหนียวแน่น และคนที่เหมืองที่นี่ก็ไม่ทิ้งกัน คติของพวกเขานั้นคือการให้ใจใครไปก่อน เพื่อซื้อใจอีกคน วันหนึ่งมีคนคุมงานเข้ามาแทนพี่จอห์น และอาจินต์ก็ไม่ชอบเขานัก จึงพยายามสำรวจแผนที่ว่ารุ่นพี่คนนี้จะทำงานได้มากกว่าพี่จอห์นหรือไม่ บังเอิญว่าวันหนึ่งอาจินต์ทำเข็มทิศตกน้ำข้างเครื่องจักร และพยายามจะลงไปงม แต่คนคุมงานที่มาใหม่กลับเป็นคนที่ถอดเสื้อผ้าและเสี่ยงชีวิตดำลงไปใต้เครื่องจักร  หนังฉายให้เห็นภาพคนข้างบนที่รอดูอย่างลุ้นระทึก และตัดสลับไปที่ภาพของมือที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาพร้อมเข็มทิศคู่กายของอาจินต์ เหตุการณ์นี้ทำให้อาจินต์ได้ถึงการซื้อใจคนด้วยการให้ก่อนที่จะได้รับผลตอบแทนใดๆกลับมา กล่าวได้ว่า รุ่นพี่คนนี้ซื้อใจเขาด้วยสิ่งที่อาจินต์คิดจะใช้เป็นอาวุธประหารเขาเสียด้วยซ้ำ

หนังไม่ได้บอกเหตุผลว่าเหตุใดอาจินต์จึงต้องมาทำงานที่เหมือง และเหมืองนี้ดีกว่าเหมืองอื่นอย่างไร แต่ช่วงเวลาสามปีกว่าที่อาจินต์อยู่ที่เหมืองนี้ เขาได้สิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนไม่ได้  หนังใช้วิธีการนับเวลาผ่านไปแต่ละปีจนครบสี่ปี เสมือนการเรียนมหาวิทยาลัย และมีบทพากย์ที่คัดมาจากต้นฉบับเรื่องสั้น ทำให้หนังมีความเป็นบทกวีสูง และมีความสวยทั้งด้านภาพและบทพูด  อุปกรณ์เรือขุดประกอบฉากได้รับการบอกเล่าจากอาจินต์ตัวจริง ทำให้รังสรรค์ออกมาได้อย่างสมจริง มีทั้งความเก่าจากการกรำงานมาอย่างหนักและความสวยงามชองโครงสร้างเหล็กที่ประดับไฟส่องสีส้ม สีของหนังมีโทนน้ำตาลของฝุ่นดินและควันที่ลอยสูงจากเหมือง ฝนตกอยู่ตลอดทั้งเรื่องทำให้เราได้เห็นการดิ้นรนอยู่ร่วมกับธรรมชาติของคนท้องถิ่น และเพลงประกอบที่บรรเลงด้วยออเคสตร้าสร้างบรรยากาศให้เราติดตามหนังที่เล่าแบบ Slice of life นี้ไปได้เรื่อยๆ โดยสรุปแล้วหนังสมควรแก่การได้รางวัล และเป็นหนึ่งในหนังไทยที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่ง 

หนังเรื่องนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 78 สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย