เรื่องมันเริ่มจากเวิร์คช็อปของโทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์แห่งยุคที่ใครๆก็รู้จัก  ชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นเพียงคนช่วยงานเขาผู้นั้น และได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด ในขณะที่ไอเดียที่เขาเสนอดูจะไม่เข้าตานักประดิษฐ์ชื่อดัง  เขาเสนอการใช้งานไฟฟ้ากระแสสลับ และโดนดูถูกกลับมาว่าเรื่องที่เขาคิดไม่มีวันเป็นจริง เพราะมันอันตรายเกินไป  ชื่อของชายหนุ่มผู้นี้คือ นิโคลา เทสลา

ฉากตัดสลับ เอดิสันและเทสลายืนเผชิญหน้ากัน ในมือของทั้งสองมีไอศกรีมโคน และพวกเขาก็กินมันอย่างเอร็ดอร่อย  เทสลาเสนอความคิดที่ไม่เข้าท่าในสายตาเอดิสันอีกครั้ง  ฉากนี้จบลงด้วยการที่ทั้งสองปักไอติมลงบนอกของอีกฝ่าย ด้วยท่าทางชวนตี เสียงพากย์บอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ก่อนจะตัดเข้ายังเหตุการณ์จริงที่ในมือของทั้งสองไม่มีไอศกรีมโคน

ฉากกินไอศกรีมทื่เป็นเพียงจินตนาการ

ที่มาภาพ https://readsector.com/ethan-hawke-and-kyle-maclachlan-face-off-as-nikola-tesla-and-thomas-edison-in-tesla-trailer/

วิธีนำเสนอที่ดูแปลก

หากใครคาดหวังว่า Tesla (2020) จะเป็นหนังแนวชีวประวัติ ที่เล่าเรื่องราวเป็นเส้นตรง พร้อมฉากย้อนยุคสมจริง คงจะต้องคิดผิดถนัด  เริ่มแรกมันดูจะเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งตัวละครหยิบแม็คบุคออกมาค้นหาชื่อตัวเองบนกูเกิล ในแง่หนึ่ง Tesla ได้ทำลายกำแพงระหว่างตัวละครและผู้ชมและเปิดโอกาสให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับชีวิตของเทสลาในแบบที่ใกล้ชิดกว่าการนั่งดูชีวิตของพวกเขาดำเนินไปแบบคนนอก วิธีการนำเสนออาจเรียกได้ว่าเข้าข่ายโพสต์โมเดิร์น และ mise-en-scene (สิ่งที่ปรากฏอยู่ในฉาก) ก็แปลกตา เพราะบางครั้ง แทนที่หนังจะใช้ฉากในสถานที่จริง  มันกลับใช้ฉากหลังเป็นสกรีนที่ฉายโปรเจกเตอร์ลงไป  แล้วให้ตัวละครยืนอยู่หน้าสกรีนแทน  บางคนอาจเห็นว่าการทำแบบนี้ทำให้หนังดูเป็นหนังทุนต่ำ  แต่หากอ่านระหว่างบรรทัดกับภาษาของหนังดู  จะพบว่าหนังกำลังพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวของตัวละครเข้ากับโลกปัจจุบัน  และให้ความรู้สึกว่าเรื่องของเทสลาอาจกลายเป็นเรื่องของคนดูก็ได้

การนำเสนอแบบแปลกใหม่ ให้ตัวละครยืนหน้าสกรีน

ที่มาภาพ https://www.indiewire.com/2020/07/tesla-trailer-ethan-hawke-kyle-maclachlan-nikola-tesla-thomas-edison-1234572423/

โลกของนักประดิษฐ์ผู้โดดเดี่ยว

คนนำทางที่พาผู้ชมเข้าสู่โลกของเทสลา และให้เสียงพากย์ตลอดทั้งเรื่อง คือ แอนน์ มอร์แกน  ลูกสาวของมหาเศรษฐี เจ.พี.มอร์แกน นายธนาคารใหญ่  อีฟ ฮิวสัน ได้แสดงบทนี้ไว้อย่างมีสเน่ห์ และในเรื่อง เธอก็เป็นฝ่ายไล่ตามเทสลาเพราะเธอชอบเขา  แต่ธรรมชาติที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเทสลาทำให้เธออกหักซ้ำแล้วซ้ำอีก  จนเลิกสนใจเขาไปในที่สุด  การมีอยู่ของแอนน์ช่วยทำให้ความโดดเดี่ยวของเทสลาดูบรรเทาลง และเผยมิติชีวิตส่วนตัวของเทสลา ที่เป็นคนสื่อสารไม่เก่งและไม่มีมนุษยสัมพันธ์นัก

แอนน์ มอร์แกน กับการไล่ตามเทสลา

ที่มาภาพ https://www.orlandoweekly.com/orlando/michael-almereydas-bio-pic-of-nikola-tesla-doesnt-catch-lightning-in-a-bottle/Content?oid=27797869

เทสลาอาจเป็นตัวอย่างของคนที่คว้าไอเดียที่พรั่งพรูของตัวเองไว้ไม่ทัน และไม่สามารถทำให้ชีวิตบิดผันตามกระแสไอเดียที่ท่วมท้นนั้นได้อย่างสมดุล  เขาจึงเสียโอกาสที่จะกลายเป็นนักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงของยุคอย่างเอดิสัน  ชีวิตของเขาในครึ่งหลังของหนังค่อนข้างลำบาก เพราะเขาทั้งถูกเอาเปรียบโดยหุ้นส่วน  ในขณะที่เงินทุนจาก เจ.พี.มอร์แกนที่ให้เขาทำการทดลองขดลวดของเทสลา ก็ถูกใช้จนหมด โดยไม่มีผลงานออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน

เทสลาเริ่มหมกมุ่นอยู่กับความคิดว่าเขาได้รับสัญญาณจากดาวอังคาร  เขาบอกแอนน์ว่าการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวเป็นความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์  และการทดลองขดลวดของเทสลาของเขาก็เพื่อทำให้การสื่อสารข้ามโลกเกิดขึ้นได้ในราคาถูก  แอนน์บอกว่าเขาไม่มีความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่เขาดูจะไม่สนใจเรื่องเงินมากไปกว่าการได้เห็นไอเดียตัวเองออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากนั้น ในช่วงท้ายเรื่อง เขาไปให้ความสนใจกับการแปลงกระแสความคิดจากสมองออกมาเป็นอาวุธ – ไอเดียที่นายทุนของเขาไม่ซื้อ

เทสลาเป็นตัวอย่างของนักประดิษฐ์สติเฟื่องอย่างแท้จริง  และการที่เขาพูดเกี่ยวกับการคิดอย่างเข้มข้นของตนเองก็สะท้อนตัวตนตรงนั้น  เขาเล่าว่าบางวันเขาคิดจนลืมคืนวัน  นั่นเป็นสิ่งที่แอนน์บอกเขาเหมือนกัน  เธอคิดว่าเขาอยู่แต่ในหัวของตัวเอง

ฉากแบบไม่สมจริง แต่ให้ความรู้สึก

หากจะมีฉากไหนที่เป็นภาพจำของหนัง คงต้องยกให้สองฉากนี้  ฉากแรกคือตอนที่เทสลาย้ายไปโคโลราโดเพื่อทำการทดลองที่ต้องใช้พายุฟ้าคะนอง  หนังใช้ฉากหลังแบบไม่สมจริง ทำให้ดูเหมือนตัวละครเดินอยู่หน้าสกรีนที่ฉายภาพลงไป  แต่เมื่อพายุมาแล้วลมพัดจัด  ผมของเทสลาที่ลู่ไปตามลมกับแสดงสลัวเพราะพายุด้านหลังกลับให้สุนทรียภาพอย่างประหลาด  อีกฉากหนึ่งคือฉากที่เทสลาร้องคาราโอเกะ เพลง Everybody Wants to Rule the World ซึ่งอีธาน ฮอว์ค นักแสดง เล่นไว้อย่างดีมากๆ  ดูเหมือนเพลงนี้ได้สะท้อนตัวตนของเทสลา ที่ต้องการจะครองโลกด้วยสิ่งประดิษฐ์ของเขา แต่ผลกลับไม่เป็นไปอย่างใจหวัง

ฉากเทสลาร้องคาราโอเกะอันน่าจดจำ

ที่มาภาพ https://www.polygon.com/entertainment/2020/8/21/21378048/tesla-review-ethan-hawke-kyle-maclachlan-michael-almereyda

สำหรับใครที่ชอบหนังที่มีน้ำเสียงของตัวเองอย่างชัดเจน และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆในการดูหนังแนวชีวประวัติ Tesla ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แม้คะแนนของหนังจะไม่ดีนัก โดยใน Rotten Tomatoes ได้คะแนนไป 58% และ Rogerebert.com ให้ไป 2 ดาว (จาก 5 ดาว) แต่ถือว่าหนังเรื่องนี้เป็นผลจากความกล้าของผู้กำกับ ไมเคิล อัลเมเรดา เป็นอย่างมาก