ในบรรดาหนังที่เกี่ยวเนื่องด้วยความตาย อาจเรียกได้ว่า Move to Heaven ค้นลึกเข้าไปในความสัมพันธ์ อันเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ใครสักคนถูกจดจำหรือถูกลืม และการ “เป็นที่จดจำ” นี่เองอาจทำให้คนตายไม่ได้ตายจริง แต่กลายเป็นความสืบเนื่อง กลายเป็นรอยเท้าที่ทิ้งไว้ในโลกใบนี้ และทำให้การดำรงอยู่ของเขาก่อนที่จะตายเป็นสิ่งเปี่ยมความหมาย

Move to Heaven คือเรื่องราวของสองพ่อลูกตระกูลฮัน อันประกอบด้วย ฮันจองอู ผู้พ่อ และฮันกือรู ลูกชายอายุ 20 ปี ที่ป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ ทำให้เขาไม่สามารถเชื่อมโยงทางความรู้สึกกับคนอื่นได้ และเป็นเหมือนเด็กพิเศษ สองพ่อลูกทำบริษัทรับเก็บกวาดที่เกิดเหตุของผู้วายชนม์ และยึดมั่นในสิ่งที่มากกว่าการบริการ นั่นก็คือ ทั้งสองจะ “อ่าน” ความปรารถนาครั้งสุดท้ายของผู้ตายจากข้าวของของพวกเขา และทำให้ความปรารถนาเหล่านั้นเป็นจริง  ฮันกือรูผู้ลูกนั้น แม้จะเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ แต่เขาคืออัจฉริยะที่จำในสิ่งที่เขาสนใจอย่างลึกซึ้งได้เป็นอย่างดี และเขาก็ได้ใช้ความสามารถนี้ช่วยไขรหัสของสิ่งที่ผู้ตายต้องการจะบอกไว้ผ่านข้าวของต่างๆ

ที่มาภาพ https://thestandard.co/move-to-heaven-review-first-ep/

น่าเสียดายที่ฮันจองอูผู้พ่อจากไปก่อนวัยอันควร ทิ้งให้กือรูอยู่กับน้าซึ่งเป็นน้องชายต่างแม่ โจซังกู ซึ่งเคยติดคุกมาก่อน โจซังกูนั้นมีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนและมีชีวิตใต้ดิน  แรกเริ่มเขาเพียงต้องการฮุบสมบัติของกือรู แต่เมื่อได้อยู่กับเด็กหนุ่มนานเข้า เขาก็ซึมซับความละเอียดอ่อนในงานที่กือรูทำ ทำให้จิตใจที่หยาบกระด้างอ่อนลงอย่างประหลาด  พฤติกรรมของน้าถูกจับตาโดยนามู เพื่อนข้างบ้าน ที่จะคอยประเมินให้กับทนายความประจำตระกูลว่าซังกูสมควรจะได้เป็นผู้ปกครองของกือรูหรือไม่

นอกจากเรื่องความตาย หนังยังเล่าถึงปัญหาสังคมต่างๆด้วยท่าทีที่ตรงไปตรงมา และทำให้ปัญหาเหล่านั้นกลายเป็นที่สนใจขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนแก่ที่ถูกทิ้งไว้ให้เสียชีวิตตามลำพัง  กลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่ถูกกีดกันความรัก เด็กกำพร้าจากเกาหลีที่ถูกส่งออกไปยังอเมริกาและปฏิเสธสัญชาติ หรือแม้กระทั่งการใช้ข่าวจริงอย่างการถล่มของห้างสรรพสินค้าซัมพุง ที่เป็นเหตุการณ์ร้ายแรงอันดับสองรองจากสงครามเกาหลี มาเป็นองค์ประกอบของเรื่อง

“ครอบครัว” สามารถเป็นประเด็นที่เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้เสมอ ฉากที่ทำให้หลายคนอาจปล่อยโฮออกมา ล้วนเป็นฉากที่สมาชิกในครอบครัวผู้ตายมีปฏิกิริยาบางอย่างต่อการตายนั้น ทั้งคร่ำครวญ หรือเสียดายที่ไม่ได้ทำดีกับผู้ตายก่อนจากลา หนังเล่นกับความรู้สึกถึงสายใยภายในครอบครัวได้ดี ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันติดอันดับสูงสุด 10 อันดับของ Netflix อย่างรวดเร็วในประเทศไทย อาจเป็นเพราะว่าสังคมไทยก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวเช่นกัน 

ที่มาภาพ https://pantip.com/topic/40714111

การที่หนังเล่นกับความทรงจำของคนรอบๆตัวผู้ตาย ทำให้มันกระตุ้นความรู้สึกส่วนลึกของผู้ชม ที่อาจจะเป็นอย่างเดียวกับที่อีแจฮุน นักแสดงผู้รับบทโจซังกูรู้สึกตามที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“พอได้มาแสดงซีรีส์เรื่องนี้รู้เลยว่า ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน มันไม่ได้อยู่ตลอดไป สักวันหนึ่งก็ต้องเจอกับวินาทีแยกจากกัน แล้วตัวเราจะรับมือกับมันยังไง ผมคิดถึงเรื่องนี้เยอะมากทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดถึงอย่างลึกซึ้งเท่าไหร่ ทำให้ผมขอบคุณการมีลมหายใจอยู่ ณ ตอนนี้ ผมอยากจะพูดถ้อยคำดีๆ กับครอบครัวแม้เราจะไม่ได้เจอกันบ่อย แต่การติดต่อไปหาและพูดคุยกันเป็นสิ่งสำคัญมากครับ” [1]

หนังทำให้ “ความตาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึง และไม่อยากนึกถึง กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวขึ้นมามาก และทำให้เราตระหนักถึง “สายใย” ที่ผูกโยงเราไว้ร่วมกับคนอื่น  ไม่มีใครที่ตายไปแล้วอยากถูกลืม และแม้กระทั่งคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลกก็ยังมีคนที่จำเขาได้  อย่างในตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับชายชาวเกาหลีที่ถูกส่งไปเลี้ยงที่อเมริกา แต่เขาถูกปฏิเสธสัญชาติภายหลัง ทำให้ต้องระหกระเหินกลับมาตามหาแม่ที่เกาหลี  เขาตายอย่างโดดเดี่ยว แต่ผู้หญิงที่รับเลี้ยงเขาก่อนไปอเมริกาก็ยังจำเขาได้

ที่มาภาพ https://pantip.com/topic/40714111

“ความทรงจำ” เป็นสิ่งที่ทำให้ใครสักคนไม่เคยจากเราไปจริงๆ ในแนวคิดแบบปรัชญาขงจื่อ ซึ่งมีอิทธิพลกับทั้งในเกาหลีและไทย จึงให้ความสำคัญกับการไว้ทุกข์ และการจัดงานศพให้แก่ผู้วายชมน์อย่างเหมาะสมกับความสำคัญของคนผู้นั้น เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า ก่อนที่ผู้ตายจะจากไป เขาได้ทิ้งความสืบเนื่องบางอย่างไว้ให้แก่โลกใบนี้  ปรัชญาขงจื่อไม่ได้พูดถึงโลกหลังความตายก็จริง แต่การตายของใครสักคนไม่ได้สูญเปล่า เพราะผู้ตายย่อมมีความเชื่อมโยงกับใครสักคน และทำให้คนผู้นั้นกลายมาเป็นคนอย่างที่เขาเป็นอยู่ในทุกวันนี้

อย่างในตอนที่ชายชราคนหนึ่งฆ่าตัวตายพร้อมกับภรรยา เขาจากไปโดยที่ไม่มีทายาท และมีเพื่อนของครอบครัวเพียงเล็กน้อย แต่กือรูก็พยายามตามหาคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับเขา จนเจอเพื่อนสมัยทำงานที่เคยร่วมงานกับชายชราตอนที่เขายังเป็นผู้จัดการบริษัท ชายผู้นั้นมาที่งานศพของชายชรา และกล่าวว่า สมัยทำงานด้วยกัน ชายชราคนนั้นที่เป็นผู้จัดการคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ  หนังฉายให้เห็นภาพของการโบกมือลาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าขอให้พบกันใหม่  จุดนี้เองที่ผู้ชมบางคนอาจรู้สึกจุกที่อกเหมือนจะร้องไห้ เพราะมันเป็นฉากที่แสดงให้เห็นว่า การดำรงอยู่ของชายชราผู้นั้นมีคุณค่ากับใครบางคน และการเสียเขาไปเปรียบเสมือนกับเสี้ยวหนึ่งของคนที่เขารู้จักหล่นหายไปด้วย ในขณะเดียวกัน การได้ระลึกถึงผู้ตาย ก็เป็นเสมือนการพยายามปะติดปะต่อ ประกอบร่างตัวตนที่หล่นหายไปขึ้นมาใหม่จากความสูญเสีย

และแม้กระทั่งกือรูก็ยังรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องบอกลาชายชราอย่างเหมาะสมเป็นครั้งสุดท้าย เขาจึงสั่งพวงหรีดจากร้านมาให้ชายชราเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการขอให้เขาเดินทางได้อย่างราบรื่น

ในภาพรวม หนังทำให้เราตระหนักมากขึ้นว่า กว่าที่เราจะกลายเป็นคนที่เราเป็นอย่างทุกวันนี้ เราได้รับความรัก ความห่วงใย ความผูกพันจากใครบ้าง และนั่นทำให้เราอยากหันมาใส่ใจคนในความสัมพันธ์มากขึ้น เพราะ “เราคือความสืบเนื่องของใครหลายคน”

[1] ที่มา: https://mgronline.com/drama/detail/9640000052302