“นิยามของคนเดินเล่นในอุดมคติคงเป็น ‘เด็กหลงทางผู้มีหัวใจไร้กังวล’ กระมัง”

“การเดินเล่นคือการก้าวเดินไร้สาระอันงดงาม”
– จากบท ไร้แผนการและจุดหมาย –

หากเปรียบหนังสือเล่มนี้เป็นอะไรสักอย่าง อาจบอกได้ว่า มันคล้ายกับการเดินเล่น ก้าวย่างช้าๆที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรในวินาทีที่ออกจากบ้าน แปรเปลี่ยนเป็นการค้นพบสิ่งเล็กๆที่เราไม่เคยมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นผีเสื้อที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือความสวยงามของป้ายที่เขียนอย่างวิจิตรในร้านที่เราไม่เคยแวะ  การอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นเฉกเช่นการเดินเล่น เราไม่ได้มีจุดหมายปลายทางอย่างเฉพาะเจาะจง เพียงแค่ต้องการซึมซับความเป็นศิลปะจากเวลาที่เลยผ่าน และย่างเก้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอของเรา

หนังสือเล่มนี้ อาจเปรียบเสมือนการปลอบโยนจิตใจที่ถูกโบยตีด้วยอดีตหรืออนาคตจนเหนื่อยล้า  ฮาวัน ผู้เขียน เป็นคนที่เคยทำงานควบสองงาน และมีตำแหน่งมั่นคงในบริษัท แต่เขาเลือกที่จะลาออกด้วยเหตุผลที่ว่า มันทำให้เขา “ตั้งใจ” ใช้ชีวิตมากจนเกินไป คนในยุคนี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความวิตกกังวลถึงวันหน้า ความคิดและความวิตกเป็นเหมือนสิ่งสะกดจิตและเสพติดมาก เหมือนกับว่า ถ้าเราไม่วิตก เราก็จะไม่เป็นอะไรเลย

จากก้าวย่างที่ไม่จริงจังนักของฮาวันในเริ่มแรก เขาพาเราค้นเข้าไปในความซึมเศร้าของยุคสมัย ความเศร้าที่ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กลายเป็นพิษ กลายเป็นการโบยตีอีกรูปแบบที่เต็มไปด้วยการบังคับผลักไส

“มนุษยสัมพันธ์ช่างน่าเหนื่อยหน่าย ทำให้รู้สึกคล้ายถูกลิดรอนสิทธิและเสมือนสูญเสียตัวตน กระนั้นก็หยุดสานสัมพันธ์ไม่ได้” – จากบท เวลาส่วนตัว –

แม้ว่าฮาวันจะไม่ได้เสนอทางแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่ได้มีชีวิตดีเลิศกว่าใครๆ แต่การค้นลึกลงไปในปัญหาเหล่านี้พร้อมกันกับเขา เป็นเสมือนการเยียวยารูปแบบหนึ่ง  ทำให้เรารู้สึกว่า ณ มุมหนึ่งของโลก ยังมีคนที่เผชิญปัญหาแบบเดียวกันอยู่ เราไม่ได้อยู่ลำพัง ในแง่หนึ่งมันเหมือนการทดลองทางความคิด ที่คนอ่านจะได้ผจญภัย เหมือนกับการปล่อยใจให้ล่องไปตามกระแสสำนึก ครุ่นคิดถึงความเป็นไปของชีวิตอันแก่งแย่งแข่งขัน

ในมุมเล็กๆมุมหนึ่ง เวลาเอื่อยเฉื่อยและพักผ่อนดูจะกลายเป็นสิ่งเล็กน้อยอันสลักสำคัญ เหมือนกับที่การดื่มเบียร์ตอนกลางวันทำให้เขาแช่มชื่นขึ้นมาได้ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่สามารถดื่มเบียร์เวลานี้ เพราะเป็นเวลาทำงาน การดื่มเบียร์ตอนกลางวัน แม้จะดื่มคนเดียว กลับเป็นการให้รางวัลและเป็นสัญลักษณ์ว่าชีวิตได้ปลดเปลื้องพันธนาการแล้ว พาลให้คิดไปถึงซีรีส์สั้นๆเรื่อง Samurai Gourmet ซึ่งตัวเอกที่เป็นชายเกษียณอายุค้นพบสัจธรรมดิ่งลึกในการดื่มเบียร์ตอนกลางวันเหมือนกัน

ช่วงกลางเรื่องของหนังสือเป็นต้นมาค้นลึกลงไปถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งผู้เขียนมีน้ำเสียงอยากเลี่ยงไม่พูดถึงอยู่บ้าง แต่ก็พยายามเล่าด้วยโทนที่ไม่เศร้าหมองจนเกินไป ความสิ้นหวังนั้นติดต่อกันได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้มีอำนาจหรือสลักสำคัญเท่ากับความหวังหรอกนะ

หลายช่วงของหนังสือมีลักษณะเป็น Slice of Life เช่นการพูดถึงการนั่งดื่มแกล้มเนื้อย่างคนเดียวในบ่ายวันหนึ่งที่ทั้งร้านมีลูกค้าแค่สองโต๊ะ หรือการเดินเล่นกับแฟนสาวผ่านตรอกซอกซอยต่างๆ

ในตอนหนึ่ง ฮาวันได้พูดถึงการที่เขาหยุดและไม่ทำอะไรเลยถึงสามปี เพื่อค้นหางานที่เขาชอบจริงๆ แต่แล้วกลับไม่พบ ซึ่งมันได้ให้บทเรียนว่า หากเราต้องการจะทำอะไรจริงๆ เราคงทำมันไปแล้วแม้เราจะต้องลำบากหรือติดพันอยู่กับสิ่งอื่น

นอกจากนั้น หนังสือยังตั้งคำถามถึงระบบการศึกษาที่ลิดรอนความฝันของเหล่าเด็กๆ กับสภาพสังคมเกาหลีที่มีความคล้ายคลึงกับสังคมไทยอยู่บ้าง ในแง่ที่พ่อแม่ต่างกดดันให้เด็กๆทำตามๆคนอื่น ประสบความสำเร็จแบบเดียวกัน และมีหน้ามีตาทางสังคม น่าสังเกตว่าผู้เขียนยังใช้คำว่า “พวกผู้ใหญ่” แม้เขาเองจะอายุ 40 ปีแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาไม่ได้หมายถึงผู้ใหญ่ในเชิงอายุ แต่เป็นคนที่มีอำนาจทางสังคมที่ถักทอโครงสร้างที่กดทับผู้เยาว์วัยให้หาทางออกไม่ได้

คอนเซปต์ที่น่าสำรวจอย่างยิ่งก็คือเรื่องของการ “ไม่ได้หาเงินเพื่ออนาคตอีกแล้ว แต่หาเงินเพื่ออิสระ ณ ปัจจุบัน” ซึ่งฮาวันได้ส่งท้ายหนังสือด้วยคำคม “อัจฉริยะพ่ายแพ้แก่ผู้พากเพียร ผู้พากเพียรพ่ายแพ้แก่ผู้ทำด้วยความรื่นรมย์” จะดีกว่าไหมหากเราให้ความสำคัญกับวินาทีนี้มากกว่าอนาคตมากขึ้นอีกสักนิด และเราอาจเอ็นจอยการเดินทางอันแสนยาวไกลของตัวเองได้ พร้อมๆกับการเยียวยาชีวิตที่ถูกโบยตีมาตลอด ด้วยความรื่นรมย์ในการใช้ชีวิต “เดี๋ยวนี้” และ “ตอนนี้”