หากจะบอกว่า Flipped เป็นหนังเกี่ยวกับความรักวัยรุ่น ก็คงจะไม่ผิดไปนัก (ลองคิดถึงหนังแนว Twilight ที่ตัวละครต่างถูกขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมนและหลงกันหัวปักหัวปำ)

หรือจะบอกว่ามันเป็นหนังความรักใสๆวัยเด็ก หรือที่เรียกว่า Puppy Love ก็ถูกอีกเช่นกัน

นั่นเป็นเพราะว่า Flipped ถ่ายทอดความรักของตัวละครในสภาวะเปลี่ยนผ่าน มันมีความกำกวมอยู่ในช่วงวัย ว่าจะอยู่ในวัยเด็ก หรือเข้าสู่วัยรุ่นดี

เรื่องมันเริ่มจากวันที่จูลี เบเกอร์ในวัย 8 ขวบ ค้นพบว่ามีเพื่อนบ้านย้ายมาอยู่ตรงข้ามบ้านเธอ พวกเขาคือครอบครัวลอสกี้ และหนึ่งในสมาชิกครอบครัวนั้น คือไบรซ์ ลอสกี้ ผู้มีดวงตากรุ้มกริ่มอยู่เสมอ  จูลีหลงรักไบรซ์ทันทีที่เธอพบเขา และคิดว่าเขาคือรักแท้ของชีวิต

จูลีและไบรซ์ในวัยเด็ก

ในขณะที่จูลีตามติดไบรซ์แบบกัดไม่ปล่อย ไบรซ์กลับเห็นเธอเป็นตัวน่ารำคาญ และวางแผนสลัดเธอออกไปหลายหน แต่ก็ไม่สำเร็จ มันเป็นเช่นนี้นอยู่หลายปี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เรื่องราวมาถึงจุดเปลี่ยน  จูลีไม่ยอมให้คนงานตัดต้นซิคามอร์ในละแวกบ้าน เธอกลายเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ทำให้ปู่ของไบรซ์ชี้ให้เขาเห็นว่าเธอมีทั้งความกล้าและความยึดมั่นในหลักการณ์ และนั่นทำให้ไบรซ์เริ่มมองจูลีเปลี่ยนไป

แต่แล้ว จูลีเองก็เกิดเห็นขึ้นมาว่าไบรซ์นั้นทั้งขี้ขลาดและใจร้าย ไม่ต่างจากพ่อของเขา ทำให้เธอเริ่มหมดความสนใจในตัวไบรซ์

ความที่ตัวละครทั้งสองไล่ตามกันไปมา อาจเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ความรักที่จูลี่มีให้ไบรซ์ในทีแรก เป็นความรักที่ “ไม่มีเงื่อนไข (unrequited love)” แบบแอบรักเขาข้างเดียว แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อเธอโตขึ้น เธอก็เริ่มได้เรียนรู้ว่า ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขนั้นไม่มีอยู่จริง มันมีการต่อรองบางอย่างในความรักอยู่เสมอ

Flipped อาจเป็นหนังที่ทำให้เรานึกย้อนกลับไปในสมัยวัยรุ่น ในวัยที่เราแอบชอบใครอย่างไม่มีเงื่อนไขอยู่เหมือนกัน  และเราก็พร้อมที่จะแลกทุกอย่างเพียงเพื่อให้คนคนนั้นมาสนใจ  เราเผลอคิดไปเองว่าการทักทายเล็กๆน้อยๆของคนนั้นเป็นการให้ความหวัง ไม่ต่างจากที่จูลีรอเอาไข่ไปให้ไบรซ์เพียงเพื่อจะได้ยินคำว่า “เจอกันที่โรงเรียนนะ” ซึ่งแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของเธอพองโต

น่าสนใจที่ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข (Unrequited Love) นี้ มักจะเกิดในคนที่อายุค่อนข้างน้อย เพราะส่วนหนึ่งนั้น ชีวิตของผู้ที่มีอายุมากขึ้นได้สอนให้พวกเขารู้ว่า แม้แต่สิ่งที่สวยงามที่สุดอย่างความรักก็ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง  ความรักของคนที่โตกันแล้วนั้นมันมีองค์ประกอบของ “ความแฟร์” ในความสัมพันธ์มากขึ้น มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ และสร้างขอบเขต (boundary) ของความสัมพันธ์ ว่าใครทำอะไรได้แค่ไหน และแบบไหนคือการล้ำเส้น

ในหนัง เราอาจเห็นคำแปลของคำว่า “flipped” เป็นคำว่า “เพ้อไป” ซึ่งจริงๆแล้วคำนี้หมายถึงการตกหลุมรักใครบางคน และในขณะเดียวกัน มันก็แปลได้ว่า “การพลิกกลับ” ได้ด้วย  หนังได้ใช้แนวคิดตรงนี้อย่างชาญฉลาด ด้วยการให้ตัวละครทั้งสองมีความรู้สึกที่ “กลับเป็นตรงกันข้าม” กัน ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งรู้สึกมาก อีกฝ่ายหนึ่งกลับเลิกรู้สึก

ในแง่หนึ่งอาจจะบอกว่าหนังเป็นเรื่องราวแบบ “pre-sexual” ก็อาจจะพูดได้อยู่เหมือนกัน เพราะทั้งสองตัวละครต่างมีความสนใจในกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข และไม่ได้มีความซับซ้อนในแบบที่ความสัมพันธ์ชายหญิงทั่วไปมักจะเป็นมากนัก แต่ตัวละครจูลีดูจะ “โต (mature)” นำหน้าไบรซ์ไปเล็กน้อย เพราะเธอได้รู้ก่อนว่า การรักแบบไม่มีเงื่อนไขนั้นมันอาจจะไม่ใช่สำหรับเธอ  ในการที่ไบรซ์จะทำให้เธอกลับไปสนใจอีกครั้ง เขาต้องทำตัวดีขึ้นกว่านี้

อาจจะพูดได้หรือไม่ว่าในแง่หนึ่ง Flipped กำลังผลิตซ้ำแนวคิดที่ว่าผู้หญิงโตเร็วกว่าผู้ชาย ผ่านตัวละครจูลีที่มีความคิดวิเคราะห์ลึกซึ้งขึ้นมากกว่าไบรซ์ ในการที่จะหาจุดที่ดีพอของความสัมพันธ์  เด็กผู้หญิงมักถูกคาดหวังว่าจะต้องมีการตัดสินใจที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่า ในขณะที่เด็กผู้ชายสามารถ “เป็นเด็ก” ได้ตลอดไป แม้ว่าพวกเขาจะโตขึ้นแค่ไหนก็ตาม โดยที่ผู้หญิงในบ้านมีหน้าที่มาดูแลในเรื่องง่ายๆที่พวกเขาทำเองไม่ได้

ฉากที่น่าประทับใจที่สุดคือฉากที่จูลี่ปีนขึ้นไปมองวิวบนต้นซิคามอร์ และเธอก็รู้สึกว่าโลกทั้งใบเป็นของเธอ ฉากนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอกำลังจะได้มองเห็น “ภาพกว้าง” ของความสัมพันธ์นี้ แบบที่พ่อเธอเคยสอนเอาไว้เสมอ และการได้มองเห็นเช่นนั้นทำให้เธอมีการตัดสินใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความรัก

อย่างไรก็ตาม ทั้งๆที่หนังปูเรื่องมาดีเกี่ยวกับมุมมองที่เปลี่ยนไปของฝ่ายหญิง แต่ในตอนท้ายหนังก็ลากเธอกลับมาสู่สภาวะ “เพ้อคลั่ง” เช่นเดิม โดยให้ไบรซ์ทำสิ่งตอบแทนเพียงเล็กน้อย ซึ่งทำให้ความรู้สึกและเหตุผลที่จูลีใช้มาอย่างต่อเนื่องพังทลายลง ทั้งที่เธอตัดใจจากไบรซ์ได้แล้วแท้ๆ

อย่างไรก็ดี จุดเด่นหนึ่งของหนังรักวัยรุ่น/วัยเด็กเรื่องนี้ คือการที่หนังไม่พยายามใช้ท่าทีที่สั่งสอนว่าความรักวัยรุ่น/วัยเด็กควรจะเป็นเช่นไร และให้พื้นที่ตัวละครในการสำรวจความเป็นไปได้หลายๆอย่าง  การแสดงของตัวละครเอกทั้งสองมีเคมีที่เข้ากันและทำให้ความสัมพันธ์ในหนังดู “จริง” ขึ้นมา ซึ่งหนังก็ได้เสริมทัพนักแสดงในบทพ่อแม่ของตัวละครทั้งสองได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทปู่ของไบรซ์ซึ่งมีความสำคัญในการพลิกเรื่อง ที่รับบทโดยจอห์น มาโฮนี ซึ่งอยู่ในวงการหนังมานาน

ท้ายที่สุดแล้ว Flipped เป็นหนังที่อาจทำให้เราพาตัวเองออกจากโลกแห่งความจริงไปชั่วขณะหนึ่ง และอยู่กับความรู้สึกปัจจุบันที่ตัวละครรู้สึก พร้อมทั้งได้รำลึกถึงอดีต ในแง่ขององค์ประกอบแล้ว Flipped ใช้การเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิงมากเลยทีเดียว ด้วยการให้ตัวละครทั้งสองผลัดกันเล่าผ่านการพากย์เสียง และคนดูจะได้เห็นมุมมองของแต่ละตัวละครสลับกัน จนท้ายที่สุด ตัวละครต่างต่อบทกันเอง

จูลี “ตอนที่เรายืนอยู่ที่นั่น ฉันคิดขึ้นมาได้ว่าหลายปีที่ผ่านมานี้เราไม่เคยคุยกันจริงๆ แต่วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้น”

ไบรซ์ “และผมรู้ว่าเราจะคุยกันไปอีกนาน”

อาจกล่าวได้ว่า Flipped เป็นหนังดีอีกเรื่องสำหรับสตีมมิงยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix ที่หาดูง่าย และทำให้หัวใจอบอุ่นได้ดีในชั่วโมงนี้